ตำแหน่งของคุณ Home

เบื้องลึกของบริษัทผลิตอาวุธกับสงคราม

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าสหรัฐอเมริกาจะเข้าไปอยู่ในโหมดการทำสงครามกับอัฟกานิสถานมาแล้วนานถึง 19 ปี 9 เดือน ซึ่งใช้เวลานานพอๆกันกับสงครามเวียดนามที่ครั้งนั้นใช้เวลา 19 ปี 4 เดือน เมื่อรวมสงครามทั้งสองครั้งสองคราแล้วปรากฏว่ากินเวลาไปแล้วเกือบสี่สิบปี!!!

โดยสงครามทั้งสองครั้งนี้มีความลี้ลับน่าค้นหา และกำลังเป็นที่สนใจว่า อะไรคือต้นเหตุที่ทำให้สหรัฐฯต้องยกกำลังพลเข้าไปทำสงคราม? มีจำนวนของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บมากเท่าใด? และเป็นเรื่องของธุรกิจหรือไม่?

สำหรับสงครามเวียดนาม ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1955-1975 แม้ว่าการสู้รบส่วนใหญ่จะต่อสู้กันในเวียดนามก็ตาม แต่กลับปรากฏว่าสงครามได้แพร่ขยายวงกว้างต่อไปยังประเทศกัมพูชา และประเทศลาว จากการประเมินของวุฒิสภาสหรัฐฯที่ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีพลเรือนชาวเวียดนามใต้ต้องเสียชีวิตในสงครามครั้งนั้นถึง 1.4 ล้านคน

และจากผลสำรวจของรัฐบาลเวียดนามเมื่อปี 2017 ได้ประเมินออกมาว่า ทหารเวียดนามเหนือ และทหารเวียดกงเสียชีวิตไปถึง 849,018 ราย

ทั้งนี้จำนวนของผู้เสียชีวิตดังกล่าว ยังคงมีการถกเถียงกันอยู่

และตามสถิติของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเมื่อปี 2008 เปิดเผยว่า ยอดของทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนามมี 58,220 รายและบาดเจ็บ 153,303 ราย (DCAS Vietnam Conflict ณ วันที่ 29 เมษายน 2008)

และเมื่อหันกลับมามองถึงสงครามอัฟกานิสถานแล้วนั้น จำนวนของผู้เสียชีวิตและจำนวนของผู้บาดเจ็บ ที่สำนักข่าวเอพีได้รายงานออกมาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2021 นี้ว่า ทหารอเมริกันเสียชีวิต 2,448 คน แต่จำนวนของทหารและตำรวจอัฟกันที่เสียชีวิตมียอดอยู่ที่ 66,000 คน และยังมีนักข่าวที่เดินทางเข้าไปทำการรายงานข่าวสงครามต้องเสียชีวิตลงไปถึง 72 ราย แถมด้วยยอดของประชาชนพลเรือนชาวอัฟกันที่บางคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องเสียชีวิตไปถึง 47,245 คน!!!

ส่วนกลุ่มกองกำลังตาลีบันและกลุ่มพันธมิตรร่วมช่วยทำสงครามเสียชีวิตไปแล้ว 51,191 ราย

อนึ่งวันที่ถือว่าเป็นฝันร้ายไนท์แมร์สุดๆของ“ประธานาธิบดีโจ ไบเดน”ได้เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว โดยกลุ่มหัวรุนแรงที่เรียกตนเองว่า “กลุ่มอิสลาม” (ไอเอส-โคราซาน IS-K) ซึ่งเป็นศัตรูของฝ่ายรัฐบาลแต่เป็นพันธมิตรกับกลุ่มตาลีบัน ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นฝ่ายเดียวกับกลุ่มกองกำลังตาลีบันก็ตาม แต่ก็มีความคิดเห็นคนละขั้วและมีหัวรุนแรงที่โหดร้ายมากกว่า ได้ออกมาทำการระเบิดพลีชีพที่สนามบินคาบูล โดยการก่อวินาศกรรมครั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้กลุ่มตาลีบันล้มเหลวในการปกครองอัฟกานิสถาน ซึ่งการลอบวางระเบิดครั้งนี้มีผลทำให้ทหารและชาวอเมริกันต้องเสียชีวิต 13 คนและยังมีชาวอัฟกันเสียชีวิตอีก 170 คน เท่ากับเป็นการตอกย้ำและท้าทายกองกำลังกลุ่มตาลีบันว่า “ไม่มีความสามารถควบคุมสถานการณ์ที่กำลังผันผวนในขณะนี้ได้”

สำหรับค่าใช้จ่ายในการที่สหรัฐฯต้องจ่ายในการทำสงครามในอัฟกานิสถานนั้น เป็นยอดเงินทั้งหมดถึง 2.261 ล้านล้านเหรียญ (จากการรายงานของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2021)

และหากจะทำการเปรียบเทียบต่อค่าใช้จ่ายที่สหรัฐฯทำสงครามในประเทศเวียดนาม ซึ่งสงครามครั้งนั้นสหรัฐฯต้องควักกระเป๋าจ่ายไปเป็นเงิน 168,000 พันล้านเหรียญ และหากจะเปรียบเทียบเป็นยอดเงินในขณะนี้ก็คงจะเท่ากับ 1 ล้านล้านล้านเหรียญเลยทีเดียว และนอกจากนั้นแล้วสหรัฐฯก็ยังจะต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูทหารผ่านศึกและครอบครัวอีกถึงปีละ 22 พันล้านเหรียญอีกด้วย!!!

ลองย้อนกลับไปฟัง “อดีตประธานาธิบดี ดไวท์ ไอเซนฮาวร์” ประธานาธิบดีของสหรัฐฯคนที่ 34 และเป็นผู้เปิดฉากประกาศสงครามกับประเทศเวียดนามเมื่อ 60 ปีก่อน

อนึ่งเมื่อวันที่ 17 มกราคม ปีค.ศ 1961 ซึ่งเป็นโอกาสกล่าวคำอำลาของประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ พ้นจากตำแหน่ง โดยวันนั้นท่านได้กล่าวเตือนต่อสาธารณชนถึงเรื่องความสลับซับซ้อนทางการทหารและอุตสาหกรรมด้านการทหาร (Military Industry Complex)

โดยตอนหนึ่งประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ได้กล่าวว่า “ถึงแม้สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด ทรงอิทธิพลที่สุด แต่เราก็ควรจะตระหนักถึงความเป็นผู้นำที่ดีและการมีศักดิ์ศรีที่น่าเลื่อมใส โดยมิต้องคำนึงถึงความก้าวหน้าทางด้านวัตถุ ความร่ำรวย และความแข็งแกร่งทางการทหาร ซึ่งขณะนี้ก็ไม่มีใครเทียบเท่าได้อยู่แล้ว แต่ในทางกลับกันสมควรจะใช้วิธีการและใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือ ทำเพื่อพัฒนาและทำเพื่อผลประโยชน์ของมวลมนุษยชนบนโลกใบนี้ให้ดียิ่งๆขึ้น”

อีกทั้งประธานาธิบดีไฮเซนฮาวร์ยังได้กล่าวเสริมต่อไปอีกว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับอุตสาหกรรมด้านการทหารที่มีเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆแล้วนั้น ถือเป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย โดยสหรัฐฯใช้จ่ายด้านการทหารและการป้องกันประเทศมากกว่าประเทศอื่นๆ”

ส่วนสุนทรพจน์ในตอนสุดท้ายประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ชี้ว่า “กองกำลังทหารสหรัฐฯที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งอุตสาหกรรมอาวุธก็มีขนาดมหึมา แต่กลับปรากฏว่าขณะนี้ได้กลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนในแวดวงการเมืองสหรัฐฯ ที่ชาวอเมริกันไม่ควรมองข้ามที่จะทำความเข้าใจความหมายที่ร้ายแรงของมัน”

คราวนี้เราลองหันมาวิเคราะห์กันดูว่าคำเตือนของอดีตประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์เมื่อหกสิบปีก่อนได้เกิดเป็นความจริงขึ้นมาหรือไม่!!!

จากการรายงานของหนังสือพิมพ์ยูเอสเอ ทูเดย์ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2020 ที่ว่า ได้มีบริษัทผลิตอาวุธชั้นนำ 20 บริษัท อาทิ บริษัทล็อกฮีดและบริษัทโบอิ้ง ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้ทำกำไรส่วนใหญ่จากการผลิตอาวุธสงครามมากที่สุด และบริษัทผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่สุดถึง 40% ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาซึ่งตรงกันกับรายงานของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI)

และอีกกรณีหนึ่งซึ่งได้กลายเป็นข่าวดังเกรียวกราวเกี่ยวกับบริษัทล็อกฮีดที่เข้าไปสนิทชิดเชื้อมีความสัมพันธ์ที่แนบชิดกับ “ส.ส.แมค ทรอนเบอร์รี” ประธานคณะกรรมาธิการบริการด้านอาวุธ โดยเขาได้รับเงินบริจาคจากบริษัทล็อกฮีดถึง 75,000 เหรียญ มีผลทำให้เกิดอาการเอื้ออำนวยผ่านร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์โดยตรงให้กับบริษัทล็อกฮีด

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นเบื้องลึกเบื้องหลังที่ผ่านๆมา ดูเหมือนจะเป็นที่ประจักษ์ได้อย่างค่อนข้างเด่นชัดแล้วว่า การที่สหรัฐอเมริกาพ่ายแพ้ทั้งสงครามเวียดนามและสงครามอัฟกานิสถาน อยู่ที่กลยุทธ์การจัดด้านการทำสงคราม โดยฝ่ายศัตรูซึ่งแม้จะเป็นเพียงกองกำลังเล็กๆที่อาจหาญเข้าสู่กับกำลังทหารมหาอำนาจ แต่พวกเขาบากบั่นอาศัยทำสงครามแบบกองโจร ซึ่งพวกเขาเล็งเห็นว่ามีความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ อีกทั้งพวกเขายังมีเป้าหมายที่ชัดเจนกว่า มีผู้นำที่มีความเด็ดเดี่ยวกว่า และมีความเป็นชาตินิยมที่สูงกว่า ดังที่ “อดีตประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกล” แห่งประเทศฝรั่งเศส เคยออกมากล่าวเตือนสติอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคเนดี แล้วว่า แม้สหรัฐอเมริกาจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและดีเลิศกว่าหลายเท่าตัว แต่ท้ายที่สุดแล้วสหรัฐฯจะต้องพ่ายแพ้ ซึ่งก็เป็นความจริงและก็ถือเป็นบทเรียนที่สหรัฐฯต้องจ่ายในราคาแพงแสนแพงอีกด้วยละครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow